กูรูการเงิน ชี้ “เงินบาทอ่อนค่า” ต่อ แต่สิ้นปีพลิก “แข็งค่า”

“เงินบาทอ่อนค่า” ร่วงอ่อนค่าสุดรอบ16 ปี ที่ 37.10 บาทต่อดอลลาร์ เหตุกังวลเฟดกลับมาเร่งขึ้นดบ.

“เงินบาทอ่อนค่า” ทะลุแนว 37 บาทต่อดอลลาร์ โดยร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 16 ปี สูงสุดที่ 37.10 บาทต่อดอลลาร์ และต่ำสุดที่ 36.87 บาทต่อดอลลาร์ โดยปิดตลาดที่ 37 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง จากเปิดตลาดที่ 36.98 ดอลลาร์

การเงิน หน้าที่

ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน “เงินบาทอ่อนค่า” เป็นอับดับ 4 ที่ 9.9% เทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค อันดับ 1 เยน (ญี่ปุ่น) อ่อนค่า 19.7% , อันดับ 2 วอน (เกาหลีใต้) อ่อนค่า -14.4% และ อันดับ 3 .เปโซ (ฟิลิปปินส์) อ่อนค่า -11.2 %

จากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ เพียงตัวเดียวที่ประกาศออกมาช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ (13 ก.ย. 2565) โดยเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ส.ค.ยังพุ่งอยู่ที่ 8.3% ยังสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 8.1% ทำให้ “ตลาดมีความกังวลเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย” กลับมาอีกครั้ง ที่ระดับ 0.75% หรือ 1% ในการประชุมเฟด 21-22 ก.ย.นี้

ปัจจัยดังกล่าวกดดันทุกตลาดต่างๆ ปรับตัวลงทันที ช่วงเข้าสู่ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา “ตลาดหุ้นทั่วโลก” โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐปรับตัวลงอย่างหนัก กดดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงตาม

รวมถึงยังกดดัน ราคาน้ำมันดิบ ดิ่งลง และ ราคาทอง ย่อตัวลงต่อเนื่อง จากการที่ “ตลาดมีความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวหนักและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยเพิ่มมากขึ้น”

ทั้งนี้ หากประมวลภาพการเคลื่อนไหวของ “ค่าเงินบาท” นับตั้งแต่ต้นปี 2565 มานี้ จะพบว่า “เงินบาท” มีการเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์

“พูน พานิชพิบูลย์” นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า สาเหตุหลักๆ ทำให้ “เงินบาทอ่อนค่า” นั้นมาจาก 2 ปัจจัย คือ

1.การแข็งค่าอย่างต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ตามแนวโน้มการเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

2. แรงซื้อเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ในช่วงตลาดผันผวน โดยเฉพาะในช่วงระยะหลังที่ตลาดเริ่มกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงหนักและเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางได้